Blog

Travel

ท้องฟ้า-ทะเล-แมว-ประภาคาร ที่เกาะ Ogijima (Takamatsu, Kagawa)

จากสนามบินคันไซมายังเมือง Takamatsu จังหวัด KagawaIMG_2060 ใช้เวลาประมาณ 3.30 ชั้วโมง ผู้เขียนนั่งรถบัสในราคา 5150 เยน หลับไปได้สองตื่นก็มาถึงยังสถานี Takamstsu การเดินทางในครั้งนี้เลือกพักที่ Akane Traditional House เลือกที่พักแบบ Hostel เพียงคืนละ 2500 เยน เท่านั้น เป็นห้องรวม แต่ขอบอกว่าก็เหมือนได้นอนคนเดียวเพราะ ที่ Takamatsu นี้ค่อนข้างเงียบเหงา นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีมาก โดยเฉพาะคนไทย สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าชอบที่นี่มาก ถ้าไม่นับว่าต้องเดินไกลประมาณ 15 นาที แต่ทางเจ้าของที่พักก็มีจักรยานไว้ให้ยืมใช้ได้ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุดทีี่พักยังน่ารักมากๆอีกด้วย

 

วันแรกที่มาถึงผู้เขียนรู้สึกเงียบเหงามากๆเพราะที่ตั้งใจเลือกที่พักที่เป็น Hostel ก็เพราะต้องการหาเพื่อน แต่กลับไม่เจอใครสักคน ผ่านไปประมาณ 1 ทุ่ม สองสาวไต้หวันเที่ยวเสร็จก็กลับมาถึง hostel ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ว่าอย่างน้อยก็มีเพื่อนคุยแล้ว ไม่รอช้าเดินเข้าไปทักทาย และถามถึงแผนการเดินทางในวันพรุ่งนี้ พวกเธอบอกว่าจะนั่งเรือข้ามไปเที่ยวที่เกาะแถวๆนี้แหล่ะ ครุ่นคิดอยู่สักพักด้วยตัวเองก็ยังไม่มีแพลนอะไร เลยขออนุญาตติดสอยห้อยตามสองสาวนี้ไปด้วย พวกเธอก็ยินดี เป็นอันตกลงพรุ่งนี้เจอกัน 7.00 นะ เพราะเรือจาก Takamatsu ข้ามไปเกาะ Ogijima รอบแรกคือ 8.00 น.

  • จากท่าเรือ Takamatsu ข้ามไปยังเกาะ Ogijima ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าเรือ 510 เยน จริงๆแล้วก่อนถึง เกาะ Ogijima นั้นมีอีกหนึ่งเกาะระหว่างทาง ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที ชื่อเกาะ Meigijima แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือน สาเหตุที่เลือกเกาะ Ogijima ก็เพราะว่าที่นี่เป็นเกาะแมวเหมียวแห่งหนึ่งของ จังหวัด Kagawa

IMG_2230

  • ผ่านไป 40 นาที เรือจอดเทียบท่าวันนี้อากาศดี อดดไม่ร้อนมากทำให้พวกเรามีพลังในการเดินตะลุยรอบเกาะกันอย่างเหลือเฟือ แต่ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าที่เกาะนี้หาของกินอยากมากควรซื้อติดไว้ก่อนขึ้นเรือจะดีที่สุด พวกเราวางแผนใช้เวลากันครึ่งวันที่เกาะแห่งนี้ โดยเลือกกลับด้วยเรือรอบ 13.00
  • อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าที่นี่เป็นเกาะแมวเหมียว สิ่งแรกที่ได้เห็นก็คือ….แมว แมว และแมววว ถึงแม้จะไม่ได้มีพลุกพล่านมากนัก แต่ที่สังเกตเห็นก็ไม่ต่ำกว่า 20 ตัว เดินไปทางไหนก็เจอ พอให้ได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไปตลอดทาง

This slideshow requires JavaScript.

  • พวกเราเลือกที่จะเดินเก็บบรรยากาศบริเวณรอบๆเกาะ ดูทะเลแล้วก็เล่นกับน้องแมวกันไปตลอดทาง เท่าที่สังเกตก็เหมือนเช่นเคย คือมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก ถึงมากที่สุด น้องจากกลุ่มผู้เขียนเองแล้ว ก็มีคู่รักชาวญี่ปุ่นมาเล่นและถ่ายรูปกับน้องแมว ถ้าหากว่ามาคนเดียวคงเหงาแน่นอนครับ ทั้งบรรยากาศ และความว้าเหว่ของเกาะ

This slideshow requires JavaScript.

  • จากนั้นก็มาเดินต่อกันที่ตัวหมู่บ้านครับ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะ โดยชาวบ้านจะเปิดบ้านของตัวเองเป็นพพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม มีมากมายหลายสิบแห่ง พวกเราเดินกันไปเรื่อย จุดแล้วจุดเล่า ปรากฏว่าปิดหมดทุกที่ เริ่มสงสัยเลยเดินไปถามชาวบ้านแถวนั้น ได้ความว่า…เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ครับ 555 ถือว่าอกหักกันหมด จริงๆแล้วพวกเราก็ทำการบ้านมาก่อนนะครับ เพราะเจ้า Google maps นะสิ บอกว่าเปิดให้บริการทุกวันจ้าาาา ก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจดูบ้านช่องคนแถวนั้นแทนละกัน

This slideshow requires JavaScript.

  • บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ดีมากๆเลยครับ ทะเลสวย ท้องฟ้าใส แถมมีแมวให้ดูตลอดทางอีกด้วย
  • ยังไม่หมดแค่นี้ครับ เดินไปอีกสักพักทางด้านหลังเกาะก็จะมี Light House หรือประภาคารตั้งอยู่และก็ยังมีถ้าให้ดูด้วย แต่คำนวนเวลาดูแล้วพวกเรามีเวลาเหลือไม่มาก ต้องเลือกที่ใดที่หนึ่ง จึกตัดสินใจที่จะไปยังประภาคารกันครับ ระหว่างทางเดินก็มีผลไม้ลูกเล็กๆสีเหลืองปลูกเต็มทางเดินไปหมด ลักษณะคล้ายๆมะไฟบ้านเรา แต่รสชาติไม่เหมือน ที่ประเทศไทยรู้สึกจะไม่มีผลไม้แบบนี้ แต่สองสาวไต้หวันนี่รู้จัก เลยลองชิมดู ก็อร่อย หวานๆดีครับ เปิดกูเกิ้ลแปลภาษาจึงได้ชื่อเจ้าลูกนี้มาว่า Loquat (โลควอท) ก็ยังไม่รู้จักอยู่ดี พยายามหาชื่อไทยแล้วแต่ไม่มีครับ แต่ก็เกรงใจว่าชาวบ้านเขาตั้งใจปลูกกันเอาไว้หรือเปล่า ก็เลยเลือกกินลูกที่มันหล่นพื้นเอา ไม่กล้าไปเด็ดจากต้น
    IMG_9681
    หน้าตาเจ้าผลไม้ต้องสงสัยลูกเล็กกลมเหลือง ที่พวกเราเก็บกินกันไปตามทาง

    เดินไปอีกนิดๆ ใกล้ถึงแล้ว ประภาคารของเรา

เดินลัดเลาะกันไปตามหาดทราย และแล้วพวกเราก็มาถึง Light House บรรยากาศเบื้องหน้ามีทั้งทะเล ภูเขา หาดทราย แล้วก็ประภาคารตั้งอยู่งามสง่า สวยมากจริงๆ

IMG_9785

IMG_9771 (1)

CEB6DCB6-D233-4E82-83FB-71062D325AB5.jpg

ความรู้สึกตอนนั้นคือ in love เลยครับ มันสวยและบรรยากาศดีมากจริงๆ แนะนำเลยนะ ถ้าใครอยากลองไปเที่ยวญี่ปุ่นในสถานที่ให่ๆ นองเนือจาก Tokyou-Kyoto-Osaka อะไรพวกนี้ เชิญเลยครับที่ ภูมิภาค Shikoku รับรองว่าจะต้องตกหลุมรักกันแน่นอนครับ 😀

  • และนี่ก็เป็นรีวิวทริป Shikoku ในวาระครบรอบ 1 ปี (คือดองกันมาข้ามปีเลย) และทุกวันนี้เราทั้งสามคน ที่เจอกันที่โฮสเทล ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ครับ และกำลังจะมีทริป Reunion กัน เร็วๆนี้

 

Travel

While Volunteering at Cherntawan International Meditation Center

v.jpg

What could be a better occasion to celebrate than the New Year? The answer is NONE. Many people spend their time hanging out with their love ones, families, lovers, friends or strangers in a crowded place, while I chose to volunteer at Cherntawan International Meditation Center (or Rai Cherntawan ) of Master Vor. Vajiramedhi during 28th Dec – 3rd Jan 2018. It was an immediate decision made when seeing my teacher’s post on Facebook asking for a volunteer. At first, I was like “Ok. I’ve got nothing to do anyway.” So instead of staying at home whining about being free, it would be better to find some activities to join which was my best choice that I made last year. There is a plethora of things I have learnt when being there, and I feel that I would be selfish not sharing those moments to enlighten others as I have been.

The thing that I would like to mention is what I had been told repeatedly throughout my stay at Rai Cherntawan; it is four guiding thoughts for the New Year by Vor. Vajiramedhi that he always told every group of the people visiting which is very helpful to hold onto:

  1. Be happy by making others happy – in other words, it means that you need to get rid of your selfishness within, and what could be the best way to do so? Giving. It is more than just helping yourselves but others.
  2. When in trouble, turn those hardships into teachers who guide you through the lessons taught in life. Never feel neglected if the luck is not on your side. Be positive.
  3. Try to find only goodness in people with no contemp. Master Vor stated that when you see someone doing well or even better than you, you should learn from him how did he do. There are two ways how people response to other’s success; the fool gets jealous, whilst the wise finds motivation.
  4. Live in the present moment peacefully. Leave the past behind. The best thing is what in front of you; learn to appreciate it. If your best is yet to come, it might not come, but the present is real.

All in all, if we all hold onto these 4 principles in our daily life, we will be happy throughout the year (every year). Furthermore, I would like to end this writing with this quote by Master Vor, “Today only happens once”. Start off a great year with a great attitude like flowers blossoming with good fertilizers.

Learn English from T.V. Series

Cut the Crap

สวัสดีครับผู้อ่านทุกคน หลังจากที่ห่างหายกันไปนานวันนี้ผู้เขียนมีสำนวนภาษาอังกฤษเก๋ๆ จากซีรีย์เรื่อง parks and Recreation มาฝากครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาดูหนังเลยไม่มีคำศัพท์ใหม่ๆมาอัพเดตเท่าที่ควร เอาหล่ะเราอย่าเสียเวลากันเลย ไปดูดีกว่าว่าสำนวนที่ยกมาในวันนี้คือคำว่าอะไร

22407836_1528894860528891_1551408819_n

Let’s cut the crap!

ใช่แล้วครับสำนวนที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้คือ cut the crap ซึ่งห้ามแปลตรงๆตัวเด็ดขาด เพราะไม่ได้มีความหมายอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำว่า crap เลยสักนิด อีกเรื่องที่ควรระวังคือ ระวังจะสับสนกับการการออกเสียงคำว่า crab ที่แปลว่าปูนะครับ ถ้า crap นี้ ตัว /p/ เวลาพูดอย่าลืมเม้มริมฝีปากล่างและบน แล้วออกเสียง เผ่อะ เวลาเปล่งเสียงต้องมีลมออกมาด้วยนะ ลองเอามือมาวางไว้ข้างหน้า แล้วออกเสียงพร้อมกัน 1..2…3… เผ่อะ

กลับมาที่เรื่องของเราต่อ จริงๆแล้วสำนวนนี้มีความหมายว่า “เลิกสะตอเถอะ เลิกพูดได้ละ” ค่อนข้างเป็นคำที่ไม่สุภาพ หรือ rude เลยนะครับ เราจะใช้ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอะไรที่มันไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ โอเวอร์เกินจริง หรือสะตอ….จนเราไม่อยากที่จะทนฟังต่อไปอีกแล้ว และในอีกกรณีที่เราต้องการจะบอกว่า เข้าเรื่องสักที เข้าประเด็นมาเลย เราก็แค่ตัดบทโดยพูดออกไปว่า Let’s cut the crap! แต่อย่างที่บอกนะคำว่าสำนวนนี้ค่อนข้าง rude เพราะฉะนั้นก่อนจะเอาไปใช้ก็ควรระวังไว้ด้วย เพราะคนฟังอาจจะรู้สึก offensive ได้

อีกประโยคหนึ่งที่อยากแนะนำและดู soft ลงมาหน่อย นั่นคือ

“cut to the chase”

อันนี้เราใช้ในกรณีที่เราไม่อยากจะเสียเวลาอ้อมค้อม ต่อความยาวสาวความยืดอะไรแล้ว อยากจะเข้าเรื่อง hit to the point ไปเลย เรามาดูตัวอย่างประโยคกันครับ

Let’s cut to the chase! just tell me if you love me

เข้าเรื่องเลยนะ (เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา) ถ้ารักกันก็บอกมาตรงๆ

ยังไม่พอแค่นี้นะ วันนี้ยังมีอีกหนึ่งสำนวนนั่นคือ “beat around the bush” ซึ่งหมายถึงการพูดอ้อมๆ โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงสิ่นนั้นโดยตรง ถ้ายังนกภาพไม่ออกลองมาดูตัวอย่างกันครับ

เช่นเราต้องการจะขอผู้หญิงคนหนึ่งแต่งงาน แทนทีจะถามว่า แต่งงานกันมั๊ย? เราก็อาจจะพูดอ้อมๆกับอีกฝ่ายโดยการถามเธอว่าเธอได้วางแผนอนาคตไว้หรือยัง? นี่แหละครับที่เรียกว่า “beat around the bush”

ทีนี้นอกจากจะพูดว่า cut the crap หรือ cut to the chase แล้ว เราก็ยังสามารถพูดว่า stop beating around the bush ได้เช่นกันครับ เพราะบางทีพูดอ้อมไปอ้อมมา อีกฝ่ายอาจจะตามเราไม่ทัน สรุปว่ากลายเป็นพูดกันคนละเรื่อง แต่ถ้าพูดตรงมากเกินไปก็ระวังจะถูกมองว่าป็นคน ขวานผ่าซากเอานะครับ

Folk.MFU

10/10/2017

Mfulitmag

Call for Submissions : MFU Literary Magazine

✨This is the time for you to shine.✨

📚Fans and contributors,
Submit your work to the next issue of the MFU Literary Magazine.
✏️The theme is “A Time to Shine.”
We are open for..
✏️Short stories, poems, non-fiction, and artwork
✏️Your writing could be about anything that lets you shine such as passion, dream, new year resolution, celebration, happiness, etc.
📍Deadline: October 31st, 2017
📍Email: litmag.liberal-arts@mfu.ac.th

C2E35065-BD3E-4535-B753-DBD509283D31.jpeg

Follow the link for more information

Click here —> Submissions Guidelines 

Travel

UMAP SUMMER PROGRAM 2017, ‘Doors to Japan – History and Presence of Japanese Culture, Society and Environment’ : The Beginning

ญี่ปุ่นครั้งที่4!!! นี่ฝันไปหรือเปล่าว่าเรากำลังจะได้ไปญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่ 4 และยังเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้อีกด้วย… หลังจากเพิ่งกลับมาเมื่อเดือนก่อนเอง…

วันนี้จะมาเล่าที่มาที่ไปเก็บไว้เป็นความทรงจำ…เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อประมาณสองเดือนก่อน (มิ.ย.60) บังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครทุนของโครงการ UMAP เป็นโครงการสั้นๆ 2 สัปดาห์ ที่มหาวิทยาลัย Toyo กับ มหาวิทยาลัย Niigata และธีมของโครงการนี้ก็คือ 'Doors to Japan – History and Presence of Japanese Culture, Society and Environment' ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราสนใจอยู่พอดี ตอนเขียนจดหมายไปให้เขาพิจารณาคัดเลือกก็เลยมีเรื่องให้เขียนมากมายโดยเฉพาะในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเทอมที่แล้วมีโอกาสได้เรียนวิชา 'Intro to International Development' ซึ่งเราชอบวิชานี้มาก กำลังอ้นสุดไปเหมือนว่าได้เรียนภาคทฤษฎีมาแล้ว คราวนี้ก็เปรียบเหมือนเป็นภาคสนาม เลยบอกกับตัวเองว่า ลองเขียนสมัครทิ้งไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เผื่อฟลุ๊คมีโอกาสได้ไปขึ้นมา

พอเขียนอะไรต่อมิอะไรไปแล้ว ก็ทำการส่งไปที่ International Affairs Division เพื่อรวบรวมและส่งไปที่ Headquarter อีกที จากนั้นก็มีพี่เจ้าหน้าที่อีเมลล์กลับมาว่าขอใบ Transcript ด้วย…เอาแล้วไง คือตอนนั้นกำลังจะกลับกรุงเทพ จะให้ไปทำเรื่องที่ฝ่ายทะเบียนแล้วรออีก 3 วัน ก็คงไม่ทัน เพราะตั๋วเครื่องบินอะไรก็จองไว้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะบินแล้วเนี่ย เลยถอดใจ… ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ เพราะคุยกับพี่เขาก็บอกว่าทางโครงการจะไม่รับเอกสารย้อนหลังถ้าส่งมาไม่ทัน…

ทีนี้เรามาดูกันว่าผู้เขียนได้เขียนอะไรไปบ้าง…จะเห็นว่าธีมของทุนในครั้งนี้เป็นหัวข้อที่ผู้เขียนมีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว…

ซึ่งตอนนั้นเองเราก็กำลังจะไปญี่ปุ่น ทริปส่วนตัวอยู่แล้ว เลยไม่ได้เสียดายอะไรมาก ไม่ได้ก็ช่างมัน… ก็เที่ยวๆๆๆๆๆไป.. พอกลับมา ก็มีอีเมล แจ้งเตือนเข้ามาว่าคุณได้รับคัดเลือกจ้าาาาา

กรี๊ดลั่นบ้านกันไปเลยทีเดียว 555 แล้วก็โทรไปขอตังค์แม่ ค่าตั๋วเครื่องบิน 😂😂😂

มาคิดดูดีๆแล้วเรานี่ก็ถูกโฉลกกับประเทศญี่ปุ่นจริงๆนะ เริ่มตั้งแต่มาเรียนศิลป์ญี่ปุ่น อย่างบังเอิญตอน ม.ปลาย ที่พูดว่าบังเอิญ เพราะไม่เคยคิดเลยว่าจะเลือกเรียนญี่ปุ่น เดิมทีอยากเรียนภาษาจีน แต่มันเต็มสะก่อน… คิดแค่ว่าเรียนญี่ปุ่นก็ได้เผื่อมีโอกาศได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น อิอิ…. พอมาอยู่มหาลัย เทอมนี้ลงเรียนวิชา Japanese 1 ก็ได้รับอนุมัติให้เรียนอีก ดีใจสุดๆไปเล๊ยยยย

Travel

Why Japan? Why Alone? – English Version

Why Japan ? Why alone?

Today I’d like to talk about why should we go to Japan and be there by ourselves?

I have visited Japan for 3 times, for 3 consecutive years, and in 2 months is going to be my 4th visit.

IMG_0355

  • ‘Visa’, for Thai people, I can enter Japan with 15 days of a free visa. No need to pay extra money for that. I, a student, who don’t have a good statement to provide for the visa, or want to bother my parents to sponsor my trip, so Japan is the best choice.

 

  • There are not only ‘Tokyo, Osaka, Nara, Kobe or Kyoto’ in Japan! There are actually 47 prefectures there. If you have been to all those famous cities, then try new ones. For my latest trip in Shikoku, which consists of 4 prefectures, I only visited half of it. I will definitely go back there someday.

 

  • Try remote areas. When you visit a place where not many people have been to, you can easily get new different experiences or stories to tell. For sure, the place is not crowded. In Shikoku, I did not hear a single Thai word, or I could say I saw only few foreign travelers.

 

  • The environment is so gooood! People are very kind and helpful. The accommodation is cheap (in remote areas). In Matsuyama, I chose to stay in a dorm style hostel with 16 beds in order to meet new friends, but it turned out to be only myself there in a big room!

 

  • ‘Safety’. Japan is one of the safest and friendly countries for a solo-traveler. Most of Japanese people are respectful and seriously abide by the rules. The proof is that they do not cross the street if it’s a red light even though there is no car at all.

 

  • Servicers are full of service minds, but you need to pay the price as well.

 

  • The unique style of houses. Be there cruising around is one of the greatest joy for me. When I have no plan, I’d just like to walk through the city and enjoy the Japanese atmosphere.

 

Why alone? Well… this is not a must because sometimes it could get really lonely. Anyway, it’s not that bad

image

  • You can go wherever you want to go. You don’t have to care about other people, just your lifestyle.

 

  • If you don’t want to go, just don’t. I know, we all have that moment after traveling for days, you may get tired, and just wanna lie down in bed until 12! (Maybe it’s only me ><)

 

  • You can wake up at anytime you want. It can be extremely early to catch the first train (in case you want to), or you can wake up at lunch time. It’s all up to you. As I mentioned before, to be in Japan is good enough for me, it’s not that I have to see as much as I can. Slowly but happy!

 

  • The plan can always be changed. I once planned it out for a month to visit some particular places, but easily changed when someone (I met during the trip) else’s plan is much more interesting. Last time in Takamatsu that I planned for 2 nights was changed to 4 nights because I fell in love with that city, so I can’t leave. The reason that I moved was that the hostel was fully booked.

 

  • You will always meet new friends if you stay in a hostel. For those who travel alone like myself, the hostel is where I aim to find new friends. We are all lonely, so let’s be open minded. I was once advised by a friend, Pauline, she told me that she has been traveling around the world for almost a year, and it’s only a few days that she was by herself. Her tip to me is that ‘ Try to talk to strangers. After you know them, they are no longer strangers anymore. A lot of friends I made while traveling is now still my friends in life.

 

  • It’s okay if you get lost. There is no pressure at all when you are alone. No one is going to be upset if he knows that you lead the wrong way. Trains in Japan could be very confusing. It’s not completely your fault when you get in a wrong one 😛 just try till you get it right. It took me longer than a day to understand the train in each city.

 

  • You don’t have to worry whether or not your friend is happy. Sometimes being with someone you care about, so you try to please him by putting him first for everything. Eventually, it is you who are not happy.
Travel

Why Japan ? Why alone?

Why Japan ? Why alone?
วันนี้อยากจะมาบอกว่าทำไมถึงต้องไปญี่ปุ่น และทำไมต้องไปคนเดียว?

IMG_0349

เราเลือกไปญี่ปุ่นมานี่เป็นครั้งที่สามและอีกสองเดือนจะไปอีกเป็นครั้งที่ 4 เพื่อนก็ถามว่า ไม่เบื่อหรอ? ไม่อยากไปประเทศอื่นบ้างหรือไง? ลองไปยุโรปดูบางสิ

  •  เหตุผลเรื่องวีซ่า คือญี่ปุ่นมันฟรีวีซ่า15 วัน ไม่ต้องขอวีซ่ายุ่งอยาก ยิ่งเงินน้อยๆอย่างเรา ไปเที่ยวไม่ได้ให้พ่อแม่เป็นสปอนเซอร์ให้ จะขอวีซ่าไปยุโรปคงยาก

 

  • ญี่ปุ่นมันไม่ได้มีแค่ โตเกียว โอซาก้า นารา โกเบ เกียวโตนะเว้ยย ถ้าเที่ยวหมดแล้วเบื่อเมืองใหญ่ๆ ก็ไปที่อื่นดูสิ มีอะไรให้ค้นหามากมาย ตั้ง 47 จังหวัด! อย่างล่าสุดไป เกาะ Shikoku มี 4 จังหวัด 10 วันก็เพิ่งเที่ยวไปแค่ 2 เอง มีโอกาสก็จะกลับไปอีก

 

  • ลองไปเที่ยวเมืองแปลกๆใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำกับใคร ทริป Shikoku ที่ผ่านมา ไม่ได้เจอนักท่องเที่ยวไทยเลย พูดง่ายๆว่านักท่องเที่ยวต่างชาตินี่แทบไม่เจอเลย แถมที่เที่ยวก็คนไม่เยอะไม่ต้องแย่งกันเหมือนโตเกียวหรือโอซาก้า

 

  • ต่างจังหวัด บรรยากาศดี๊ดี ผู้คนก็มีน้ำใจ ใจดีมากๆ ช่วยเหลือสุดๆ โดยเฉพาะคุณตาคุณยาย ของก็ถูก ที่พักราคาไม่แพง เลือกนอนห้องรวม แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวก็เหมือนได้นอนห้องเดี่ยว แต่ถูกกว่าแถมใหญ่กว่าด้วย

 

  • ปลอดภัย ในหลายๆด้าน จะเดินถนนหรือปั่นจักรยานก็ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะความปลอดภัยบนท้องถนนของเขาสุดยอดมาก ผู้คนส่วนมากก็เคารพกฏและมีมารยาทดีงาม

 

  • พนักงานมีความรักบริการ ดูแลใส่ใจลูกค้าเหมือนพระเจ้า (แต่ก็ก็ต้องแลกกับราคาที่สูงพอกัน)

 

  • บ้านเมืองเค้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แค่ไปเดินเล่นชิวๆดูบ้านเขา มันก็ฟินแล้วอ่ะ ที่ผ่านมาไม่รู้จะไปที่ไหน ก็เดินเล่นลัดเลาะไปเรื่อยๆก็มีความสุขแล้ว

ทำไมต้องไปคนเดียว ? คือจริงๆก็ไม่ได้บังคับเพราะบางทีสำหรับเรามันก็เหงาเกินไป แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ได้อะไรดีๆกลับมาเยอะ

image

  • อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องสนคนอื่น ทำตามไลฟ์สไตล์ของเรา

 

  • ไม่อยากไปไหนก็ไม่ต้องไป บางวันเที่ยวมาเหนื่อยๆสะสมกันหลายวัน อยากจะมีวันชิลล์ๆนอนเล่นเฉยๆตามใจเรา

 

  • จะตื่นสายแค่ไหน ตื่นเช้าแค่ไหน ตามแต่อารมณ์ของเรา บางครั้งเราตื่นเต้นมากๆ อยากจะรีบไปแต่เช้า แต่บางวันก็อยากจะเริ่มสักเที่ยง แล้วเลิกดึกๆดื่นๆก็ไม่มีใครว่า

 

  • จะเปลี่ยนแผนเปลี่ยนแพลนยังไงก็ได้ ถ้ารู้สึกว่าเมืองนี้มันดี ตกหลุมรักกับเมืองนี้จนอยากจะอยู่ต่อก็ทำได้เลย

 

  • นอนโฮสเทล ทั้งถูกทั้งประหยัดแถมได้เพื่อนใหม่เยอะแยะ ถ้าถูกคอก็ไปเที่ยวด้วยกันยังได้เลย (ทำบ่อย) บางทีก็เกาะเขาไปทั้งทริปอ่ะ 555

 

  • หลงทางก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครด่าเรา ขึ้นรถไฟผิดสาย ก็ขึ้นใหม่ จนกว่าจะถูก หลายครั้งต้องใช้สมาธิ ต้องงงๆอยู่กับตัวเองสักพักจนกว่าจะเรียกสติกับมาได้ ไม่ต้องรู้สึกกดดันตัวเอง เวลามีคนอื่นอยู่ด้วย อย่างเราเวลาไปจอยกับคนอื่นนี่จะเป็นตัวฟรี เค้าอยากไปไหนก็ไป เค้าจะไปไงก็ไป จะไม่ไปออกความคิดอะไรเลย ทุกอย่างได้หมด เพราะถ้าถึงขนาดขอไปกับเขานั่นคือต้องถูกชะตากันในระดับหนึ่ง แค่ได้ไปด้วยกันก็ Happy แล้ว 🙂 ขนาดหลงทางยังสนุกเลย

 

  • ไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร คือถ้าเราไปกับใครแล้วแนวทางมันไม่เหมือนกัน เราก็กลัวเค้าจะไม่สนุก ไม่มีความสุข ก็จะพยายาม เอาใจเขา จนกลายเป็นเราที่สุดท้ายเบื่อเสียเอง

 

  • เรื่องกิน อันนี้อาจจะฟังดูตลกแต่จากที่เจอมากับตัวก็เป็นปัญหาใหญ่พอสมควร ยิ่งมีกันหลายคนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น กว่าจะหาร้านที่ลงตัวกับทุกคนได้ก็เหนื่อยเหมือนกัน บางคนไม่กินไอ้นี้ บางคนไม่กินไอ้นั่น บางคนอยากกินของดี แต่อีกคนสู้ราคาไม่ไหว…แต่สำหรับเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องกิน ถึงไม่ชอบก็ไปนั่งดูเขากินได้ไม่มีปัญหาอะไร