Blog

Learn English from T.V. Series

Cut the Crap

สวัสดีครับผู้อ่านทุกคน หลังจากที่ห่างหายกันไปนานวันนี้ผู้เขียนมีสำนวนภาษาอังกฤษเก๋ๆ จากซีรีย์เรื่อง parks and Recreation มาฝากครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาดูหนังเลยไม่มีคำศัพท์ใหม่ๆมาอัพเดตเท่าที่ควร เอาหล่ะเราอย่าเสียเวลากันเลย ไปดูดีกว่าว่าสำนวนที่ยกมาในวันนี้คือคำว่าอะไร

22407836_1528894860528891_1551408819_n

Let’s cut the crap!

ใช่แล้วครับสำนวนที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้คือ cut the crap ซึ่งห้ามแปลตรงๆตัวเด็ดขาด เพราะไม่ได้มีความหมายอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำว่า crap เลยสักนิด อีกเรื่องที่ควรระวังคือ ระวังจะสับสนกับการการออกเสียงคำว่า crab ที่แปลว่าปูนะครับ ถ้า crap นี้ ตัว /p/ เวลาพูดอย่าลืมเม้มริมฝีปากล่างและบน แล้วออกเสียง เผ่อะ เวลาเปล่งเสียงต้องมีลมออกมาด้วยนะ ลองเอามือมาวางไว้ข้างหน้า แล้วออกเสียงพร้อมกัน 1..2…3… เผ่อะ

กลับมาที่เรื่องของเราต่อ จริงๆแล้วสำนวนนี้มีความหมายว่า “เลิกสะตอเถอะ เลิกพูดได้ละ” ค่อนข้างเป็นคำที่ไม่สุภาพ หรือ rude เลยนะครับ เราจะใช้ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอะไรที่มันไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ โอเวอร์เกินจริง หรือสะตอ….จนเราไม่อยากที่จะทนฟังต่อไปอีกแล้ว และในอีกกรณีที่เราต้องการจะบอกว่า เข้าเรื่องสักที เข้าประเด็นมาเลย เราก็แค่ตัดบทโดยพูดออกไปว่า Let’s cut the crap! แต่อย่างที่บอกนะคำว่าสำนวนนี้ค่อนข้าง rude เพราะฉะนั้นก่อนจะเอาไปใช้ก็ควรระวังไว้ด้วย เพราะคนฟังอาจจะรู้สึก offensive ได้

อีกประโยคหนึ่งที่อยากแนะนำและดู soft ลงมาหน่อย นั่นคือ

“cut to the chase”

อันนี้เราใช้ในกรณีที่เราไม่อยากจะเสียเวลาอ้อมค้อม ต่อความยาวสาวความยืดอะไรแล้ว อยากจะเข้าเรื่อง hit to the point ไปเลย เรามาดูตัวอย่างประโยคกันครับ

Let’s cut to the chase! just tell me if you love me

เข้าเรื่องเลยนะ (เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา) ถ้ารักกันก็บอกมาตรงๆ

ยังไม่พอแค่นี้นะ วันนี้ยังมีอีกหนึ่งสำนวนนั่นคือ “beat around the bush” ซึ่งหมายถึงการพูดอ้อมๆ โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงสิ่นนั้นโดยตรง ถ้ายังนกภาพไม่ออกลองมาดูตัวอย่างกันครับ

เช่นเราต้องการจะขอผู้หญิงคนหนึ่งแต่งงาน แทนทีจะถามว่า แต่งงานกันมั๊ย? เราก็อาจจะพูดอ้อมๆกับอีกฝ่ายโดยการถามเธอว่าเธอได้วางแผนอนาคตไว้หรือยัง? นี่แหละครับที่เรียกว่า “beat around the bush”

ทีนี้นอกจากจะพูดว่า cut the crap หรือ cut to the chase แล้ว เราก็ยังสามารถพูดว่า stop beating around the bush ได้เช่นกันครับ เพราะบางทีพูดอ้อมไปอ้อมมา อีกฝ่ายอาจจะตามเราไม่ทัน สรุปว่ากลายเป็นพูดกันคนละเรื่อง แต่ถ้าพูดตรงมากเกินไปก็ระวังจะถูกมองว่าป็นคน ขวานผ่าซากเอานะครับ

Folk.MFU

10/10/2017

Mfulitmag

Call for Submissions : MFU Literary Magazine

✨This is the time for you to shine.✨

📚Fans and contributors,
Submit your work to the next issue of the MFU Literary Magazine.
✏️The theme is “A Time to Shine.”
We are open for..
✏️Short stories, poems, non-fiction, and artwork
✏️Your writing could be about anything that lets you shine such as passion, dream, new year resolution, celebration, happiness, etc.
📍Deadline: October 31st, 2017
📍Email: litmag.liberal-arts@mfu.ac.th

C2E35065-BD3E-4535-B753-DBD509283D31.jpeg

Follow the link for more information

Click here —> Submissions Guidelines 

Travel

UMAP SUMMER PROGRAM 2017, ‘Doors to Japan – History and Presence of Japanese Culture, Society and Environment’ : The Beginning

ญี่ปุ่นครั้งที่4!!! นี่ฝันไปหรือเปล่าว่าเรากำลังจะได้ไปญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่ 4 และยังเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้อีกด้วย… หลังจากเพิ่งกลับมาเมื่อเดือนก่อนเอง…

วันนี้จะมาเล่าที่มาที่ไปเก็บไว้เป็นความทรงจำ…เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อประมาณสองเดือนก่อน (มิ.ย.60) บังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครทุนของโครงการ UMAP เป็นโครงการสั้นๆ 2 สัปดาห์ ที่มหาวิทยาลัย Toyo กับ มหาวิทยาลัย Niigata และธีมของโครงการนี้ก็คือ 'Doors to Japan – History and Presence of Japanese Culture, Society and Environment' ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราสนใจอยู่พอดี ตอนเขียนจดหมายไปให้เขาพิจารณาคัดเลือกก็เลยมีเรื่องให้เขียนมากมายโดยเฉพาะในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเทอมที่แล้วมีโอกาสได้เรียนวิชา 'Intro to International Development' ซึ่งเราชอบวิชานี้มาก กำลังอ้นสุดไปเหมือนว่าได้เรียนภาคทฤษฎีมาแล้ว คราวนี้ก็เปรียบเหมือนเป็นภาคสนาม เลยบอกกับตัวเองว่า ลองเขียนสมัครทิ้งไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เผื่อฟลุ๊คมีโอกาสได้ไปขึ้นมา

พอเขียนอะไรต่อมิอะไรไปแล้ว ก็ทำการส่งไปที่ International Affairs Division เพื่อรวบรวมและส่งไปที่ Headquarter อีกที จากนั้นก็มีพี่เจ้าหน้าที่อีเมลล์กลับมาว่าขอใบ Transcript ด้วย…เอาแล้วไง คือตอนนั้นกำลังจะกลับกรุงเทพ จะให้ไปทำเรื่องที่ฝ่ายทะเบียนแล้วรออีก 3 วัน ก็คงไม่ทัน เพราะตั๋วเครื่องบินอะไรก็จองไว้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะบินแล้วเนี่ย เลยถอดใจ… ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ เพราะคุยกับพี่เขาก็บอกว่าทางโครงการจะไม่รับเอกสารย้อนหลังถ้าส่งมาไม่ทัน…

ทีนี้เรามาดูกันว่าผู้เขียนได้เขียนอะไรไปบ้าง…จะเห็นว่าธีมของทุนในครั้งนี้เป็นหัวข้อที่ผู้เขียนมีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว…

ซึ่งตอนนั้นเองเราก็กำลังจะไปญี่ปุ่น ทริปส่วนตัวอยู่แล้ว เลยไม่ได้เสียดายอะไรมาก ไม่ได้ก็ช่างมัน… ก็เที่ยวๆๆๆๆๆไป.. พอกลับมา ก็มีอีเมล แจ้งเตือนเข้ามาว่าคุณได้รับคัดเลือกจ้าาาาา

กรี๊ดลั่นบ้านกันไปเลยทีเดียว 555 แล้วก็โทรไปขอตังค์แม่ ค่าตั๋วเครื่องบิน 😂😂😂

มาคิดดูดีๆแล้วเรานี่ก็ถูกโฉลกกับประเทศญี่ปุ่นจริงๆนะ เริ่มตั้งแต่มาเรียนศิลป์ญี่ปุ่น อย่างบังเอิญตอน ม.ปลาย ที่พูดว่าบังเอิญ เพราะไม่เคยคิดเลยว่าจะเลือกเรียนญี่ปุ่น เดิมทีอยากเรียนภาษาจีน แต่มันเต็มสะก่อน… คิดแค่ว่าเรียนญี่ปุ่นก็ได้เผื่อมีโอกาศได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น อิอิ…. พอมาอยู่มหาลัย เทอมนี้ลงเรียนวิชา Japanese 1 ก็ได้รับอนุมัติให้เรียนอีก ดีใจสุดๆไปเล๊ยยยย

Travel

Why Japan? Why Alone? – English Version

Why Japan ? Why alone?

Today I’d like to talk about why should we go to Japan and be there by ourselves?

I have visited Japan for 3 times, for 3 consecutive years, and in 2 months is going to be my 4th visit.

IMG_0355

  • ‘Visa’, for Thai people, I can enter Japan with 15 days of a free visa. No need to pay extra money for that. I, a student, who don’t have a good statement to provide for the visa, or want to bother my parents to sponsor my trip, so Japan is the best choice.

 

  • There are not only ‘Tokyo, Osaka, Nara, Kobe or Kyoto’ in Japan! There are actually 47 prefectures there. If you have been to all those famous cities, then try new ones. For my latest trip in Shikoku, which consists of 4 prefectures, I only visited half of it. I will definitely go back there someday.

 

  • Try remote areas. When you visit a place where not many people have been to, you can easily get new different experiences or stories to tell. For sure, the place is not crowded. In Shikoku, I did not hear a single Thai word, or I could say I saw only few foreign travelers.

 

  • The environment is so gooood! People are very kind and helpful. The accommodation is cheap (in remote areas). In Matsuyama, I chose to stay in a dorm style hostel with 16 beds in order to meet new friends, but it turned out to be only myself there in a big room!

 

  • ‘Safety’. Japan is one of the safest and friendly countries for a solo-traveler. Most of Japanese people are respectful and seriously abide by the rules. The proof is that they do not cross the street if it’s a red light even though there is no car at all.

 

  • Servicers are full of service minds, but you need to pay the price as well.

 

  • The unique style of houses. Be there cruising around is one of the greatest joy for me. When I have no plan, I’d just like to walk through the city and enjoy the Japanese atmosphere.

 

Why alone? Well… this is not a must because sometimes it could get really lonely. Anyway, it’s not that bad

image

  • You can go wherever you want to go. You don’t have to care about other people, just your lifestyle.

 

  • If you don’t want to go, just don’t. I know, we all have that moment after traveling for days, you may get tired, and just wanna lie down in bed until 12! (Maybe it’s only me ><)

 

  • You can wake up at anytime you want. It can be extremely early to catch the first train (in case you want to), or you can wake up at lunch time. It’s all up to you. As I mentioned before, to be in Japan is good enough for me, it’s not that I have to see as much as I can. Slowly but happy!

 

  • The plan can always be changed. I once planned it out for a month to visit some particular places, but easily changed when someone (I met during the trip) else’s plan is much more interesting. Last time in Takamatsu that I planned for 2 nights was changed to 4 nights because I fell in love with that city, so I can’t leave. The reason that I moved was that the hostel was fully booked.

 

  • You will always meet new friends if you stay in a hostel. For those who travel alone like myself, the hostel is where I aim to find new friends. We are all lonely, so let’s be open minded. I was once advised by a friend, Pauline, she told me that she has been traveling around the world for almost a year, and it’s only a few days that she was by herself. Her tip to me is that ‘ Try to talk to strangers. After you know them, they are no longer strangers anymore. A lot of friends I made while traveling is now still my friends in life.

 

  • It’s okay if you get lost. There is no pressure at all when you are alone. No one is going to be upset if he knows that you lead the wrong way. Trains in Japan could be very confusing. It’s not completely your fault when you get in a wrong one 😛 just try till you get it right. It took me longer than a day to understand the train in each city.

 

  • You don’t have to worry whether or not your friend is happy. Sometimes being with someone you care about, so you try to please him by putting him first for everything. Eventually, it is you who are not happy.
Travel

Why Japan ? Why alone?

Why Japan ? Why alone?
วันนี้อยากจะมาบอกว่าทำไมถึงต้องไปญี่ปุ่น และทำไมต้องไปคนเดียว?

IMG_0349

เราเลือกไปญี่ปุ่นมานี่เป็นครั้งที่สามและอีกสองเดือนจะไปอีกเป็นครั้งที่ 4 เพื่อนก็ถามว่า ไม่เบื่อหรอ? ไม่อยากไปประเทศอื่นบ้างหรือไง? ลองไปยุโรปดูบางสิ

  •  เหตุผลเรื่องวีซ่า คือญี่ปุ่นมันฟรีวีซ่า15 วัน ไม่ต้องขอวีซ่ายุ่งอยาก ยิ่งเงินน้อยๆอย่างเรา ไปเที่ยวไม่ได้ให้พ่อแม่เป็นสปอนเซอร์ให้ จะขอวีซ่าไปยุโรปคงยาก

 

  • ญี่ปุ่นมันไม่ได้มีแค่ โตเกียว โอซาก้า นารา โกเบ เกียวโตนะเว้ยย ถ้าเที่ยวหมดแล้วเบื่อเมืองใหญ่ๆ ก็ไปที่อื่นดูสิ มีอะไรให้ค้นหามากมาย ตั้ง 47 จังหวัด! อย่างล่าสุดไป เกาะ Shikoku มี 4 จังหวัด 10 วันก็เพิ่งเที่ยวไปแค่ 2 เอง มีโอกาสก็จะกลับไปอีก

 

  • ลองไปเที่ยวเมืองแปลกๆใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำกับใคร ทริป Shikoku ที่ผ่านมา ไม่ได้เจอนักท่องเที่ยวไทยเลย พูดง่ายๆว่านักท่องเที่ยวต่างชาตินี่แทบไม่เจอเลย แถมที่เที่ยวก็คนไม่เยอะไม่ต้องแย่งกันเหมือนโตเกียวหรือโอซาก้า

 

  • ต่างจังหวัด บรรยากาศดี๊ดี ผู้คนก็มีน้ำใจ ใจดีมากๆ ช่วยเหลือสุดๆ โดยเฉพาะคุณตาคุณยาย ของก็ถูก ที่พักราคาไม่แพง เลือกนอนห้องรวม แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวก็เหมือนได้นอนห้องเดี่ยว แต่ถูกกว่าแถมใหญ่กว่าด้วย

 

  • ปลอดภัย ในหลายๆด้าน จะเดินถนนหรือปั่นจักรยานก็ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะความปลอดภัยบนท้องถนนของเขาสุดยอดมาก ผู้คนส่วนมากก็เคารพกฏและมีมารยาทดีงาม

 

  • พนักงานมีความรักบริการ ดูแลใส่ใจลูกค้าเหมือนพระเจ้า (แต่ก็ก็ต้องแลกกับราคาที่สูงพอกัน)

 

  • บ้านเมืองเค้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แค่ไปเดินเล่นชิวๆดูบ้านเขา มันก็ฟินแล้วอ่ะ ที่ผ่านมาไม่รู้จะไปที่ไหน ก็เดินเล่นลัดเลาะไปเรื่อยๆก็มีความสุขแล้ว

ทำไมต้องไปคนเดียว ? คือจริงๆก็ไม่ได้บังคับเพราะบางทีสำหรับเรามันก็เหงาเกินไป แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ได้อะไรดีๆกลับมาเยอะ

image

  • อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องสนคนอื่น ทำตามไลฟ์สไตล์ของเรา

 

  • ไม่อยากไปไหนก็ไม่ต้องไป บางวันเที่ยวมาเหนื่อยๆสะสมกันหลายวัน อยากจะมีวันชิลล์ๆนอนเล่นเฉยๆตามใจเรา

 

  • จะตื่นสายแค่ไหน ตื่นเช้าแค่ไหน ตามแต่อารมณ์ของเรา บางครั้งเราตื่นเต้นมากๆ อยากจะรีบไปแต่เช้า แต่บางวันก็อยากจะเริ่มสักเที่ยง แล้วเลิกดึกๆดื่นๆก็ไม่มีใครว่า

 

  • จะเปลี่ยนแผนเปลี่ยนแพลนยังไงก็ได้ ถ้ารู้สึกว่าเมืองนี้มันดี ตกหลุมรักกับเมืองนี้จนอยากจะอยู่ต่อก็ทำได้เลย

 

  • นอนโฮสเทล ทั้งถูกทั้งประหยัดแถมได้เพื่อนใหม่เยอะแยะ ถ้าถูกคอก็ไปเที่ยวด้วยกันยังได้เลย (ทำบ่อย) บางทีก็เกาะเขาไปทั้งทริปอ่ะ 555

 

  • หลงทางก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครด่าเรา ขึ้นรถไฟผิดสาย ก็ขึ้นใหม่ จนกว่าจะถูก หลายครั้งต้องใช้สมาธิ ต้องงงๆอยู่กับตัวเองสักพักจนกว่าจะเรียกสติกับมาได้ ไม่ต้องรู้สึกกดดันตัวเอง เวลามีคนอื่นอยู่ด้วย อย่างเราเวลาไปจอยกับคนอื่นนี่จะเป็นตัวฟรี เค้าอยากไปไหนก็ไป เค้าจะไปไงก็ไป จะไม่ไปออกความคิดอะไรเลย ทุกอย่างได้หมด เพราะถ้าถึงขนาดขอไปกับเขานั่นคือต้องถูกชะตากันในระดับหนึ่ง แค่ได้ไปด้วยกันก็ Happy แล้ว 🙂 ขนาดหลงทางยังสนุกเลย

 

  • ไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร คือถ้าเราไปกับใครแล้วแนวทางมันไม่เหมือนกัน เราก็กลัวเค้าจะไม่สนุก ไม่มีความสุข ก็จะพยายาม เอาใจเขา จนกลายเป็นเราที่สุดท้ายเบื่อเสียเอง

 

  • เรื่องกิน อันนี้อาจจะฟังดูตลกแต่จากที่เจอมากับตัวก็เป็นปัญหาใหญ่พอสมควร ยิ่งมีกันหลายคนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น กว่าจะหาร้านที่ลงตัวกับทุกคนได้ก็เหนื่อยเหมือนกัน บางคนไม่กินไอ้นี้ บางคนไม่กินไอ้นั่น บางคนอยากกินของดี แต่อีกคนสู้ราคาไม่ไหว…แต่สำหรับเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องกิน ถึงไม่ชอบก็ไปนั่งดูเขากินได้ไม่มีปัญหาอะไร

 

 

Travel

The Best Guest house in Japan “Joyato Bed&Breakfast”

 

  • นั่งรถไฟจาก Matsuyama มาที่เมือง Imabari ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ มาถึงสถานีก็เกือบบ่ายโมง คราวนี้เราจองห้องพักผ่าน Airbnb เลือกที่พักที่ถูกที่สุดในราคาประมาณคืนละ 400 บาท! จึงตกลงกับเพื่อนว่าเลือกที่นี่แหล่ะ ‘Joyato – Bed&Breakfast’ ที่นี่รับนักท่องเที่ยวได้สูงสุด 4 คน เจ้าของคือ Dr. Tsuneto (78)  และ คุณยาย  Akiko (74) Tokunaka  เดิมทีผู้เขียนตั้งใจจะไปกับเพื่อนเป็น 2 คน แต่ในท้ายที่สุดก็โดนทิ้งจึงเหลือตัวคนเดียว

 

  • ระหว่างทางก็คิดในใจว่าต้องเหงาแน่ๆเพราะที่เกสต์เฮาส์ก็คงจะมีแค่เราคนเดียว เมื่อมาที่สถานี Imabari เปิดแผนที่ดูแล้ว เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอย่างเดียวประมาณ 6-7 นาทีก็ถึง ถือว่าเป็นโลเกชั่นที่เข้าท่า

 

  • พอเดินมาถึงตอนแรกเริ่มไม่แน่ใจว่า Location นี่ถูกหรือเปล่าเพราะบ้านหลังนี้ดูใหญ่โตเกินไป จึงเลือกเดินไปที่บ้านหลังเล็กข้างๆ สรุปว่าไม่ใช่ จึงลองตัดใจมาที่บ้านหลังใหญ่นี้ดู ตาก็เหลือบไปเห็นป้าย Joyato เลยดีใจว่ามาถูกแล้ว

Processed with VSCO with a9 preset

  • สักพักก็มีคุณตาเดินมาเปิดประตูให้ พอเดินผ่านประตูหน้าบ้านเข้าไปคุณตาก็ยังชะเง้อมองออกไปหน้าบ้านหาแขกอีกคน เพราะกดจองไว้สำหรับสองที่ ถือเป็นการสะกิดแผลครั้งแรก ก่อนที่จะบอกไปว่าเพื่อนไม่มาแล้วเหลือเราคนเดียว

 

  • จากนั้นคุณยายก็เดินออกมาทักทายและพาเข้าไปในตัวบ้าน ก็เป็นการโดนสะกิดแผลอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะเข้ามาถึงก็เห็นมีฟูกปูอยู่ 2 อันข้างๆกัน ก่อนที่คุณยายจะมายกไปเก็บ 5555
  • ความประทับใจแรก : คือตกใจกับที่พักมาก ที่ตกใจคือไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะดูดีขนาดนี้ ที่พักใหญ่โต สะอาดสะอ้านไร้ที่ติ มีห้องนอนและมีห้องนั่งเล่นส่วนตัวอีกด้วย
  • หลังจากที่จัดแจงเก็บข้าวของเรียบร้อยคุณยายก็เข้ามาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง Imabari ให้ ว่ามีที่ไหนน่าสนใจบ้าง เพราะตัวผู้เขียนเองไม่รู้อะไรเลย ตั้งใจแค่จะมานอนเฉยๆ แต่ไหนๆแล้วก็เลยออกไปเดินเล่นสำรวจเมืองเสียหน่อย และคุณยายยังบอกอีกว่าเย็นนี้ให้กลับมาทานมื้อเย็นด้วยกันนะจ๊ะ…พอได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มเลยคิดว่าประหยัดไปได้ 1 มื้อ (ในส่วนของรายละเอียดสถานที่จะขอแยกไว้เล่าในหัวข้อต่อไป)

 

  • ประมาณ 6 โมงเย็นกลับมาถึงบ้าน เห็นคุณยายกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่จึงเดินไปอาบน้ำแช่ Ofuro เพราะล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน อาบเสร็จออกมาคุณตาก็เรียกให้มาทานข้าวเย็น

 

  • ความประทับใจที่สอง : คือมื้ออาหารมื้อนี้เป็นอะไรที่ Grand สุดๆ ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้มาทานอะไรแบบนี้ ยิ่งเมื่อเทียบกับราคาที่พักแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่างคือเป็นการทานข้าวกับครอบครัวของคุณตาคุณยายที่แวะมาเยี่ยม มีลูกสาว และหลานๆอีกสามคน กลายเป็นทานข้าวมื้อใหญ่ไปเลย

 

  • ระหว่างมื้ออาหารที่ดูจะเป็นที่น่าหนักใจสำหรับผู้เขียนเพราะส่วนตัวแล้วไม่ใช่คนทานเยอะ มื้อหนึ่งๆก็ทานแค่นิดเดียว แต่นี่มาเจออาหารรอบตัว ทั้งปลานึ่ง เทมปุระ ซูชิอีกนับ 10 ชิ้น ฯลฯ และคุณตายังส่งเบียร์มาให้อีกหนึ่งกระป๋อง
  • ก่อนจะทานข้าวทุกคนยกแก้วน้ำขึ้นมาชน Kanpai! Welcome NatapatSan!!! ถือเป็นความประทับใจที่สาม

 

  • ด้วยความกลัวว่าถ้าทานไม่หมดคงจะเป็นการเสียมารยาทแน่ๆ จึงตั้งหน้าตั้งตาทานๆๆๆๆๆ เข้าไปจนเกือบหมด (แต่ก็ไม่หมด) ระหว่างทานทุกคนก็ชวนคุยเกี่ยวกับประเทศไทย โดยเฉพาะต้มยำกุ้ง! 555 ซึ่งเป็นที่โปรดปรานมาก พอทานเสร็จคุณตาก็ชวนคุยเรื่องฟุตบอล และเดินไปหยิบชุดทีมชาติไทยขึ้นมาใส่โชว์ และถ่ายรูปคู่กับผู้เขียนเป็นที่ระลึก และนอกจากนี้พวกเราทั้ง 7 คนก็ยังถ่ายรูปร่วมกันอีกด้วย ประหนึ่งเป็นรูปครอบครัว แลดูทุกคนให้ความสำคัญกับผู้เขียนเป็นอย่างมาก อันเป็นความประทับใจที่สี่

 

  • พวกเราใช้เวลาสนทนากันร่วมสองชั่วโมงบนโต๊ะอาหาร ทั้งคุณตา คุณยายและลูกสาว ต่างซักถามข้อมูลพูดคุยและเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายๆเรื่องจนทำให้ความรู้สึกเหงาของผู้เขียนได้จางหายไป สิ่งที่โชคดีคือ ผู้เขียนพอมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้างใน ระดับ ม.ปลาย เลยทำให้สื่อสารกันได้พอเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็นับว่าคุยกันสนุกทีเดียวแหล่ะ คุณยายนำแผนที่มากางแล้วให้ชี้ว่าเรามาจากจังหวัดไหน มีอะไรเที่ยวบ้าง

 

  • ก่อนแยกย้ายเข้านอนคุณยายถามว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาทานอาหารเช้าตอนกี่โมง 7 ไหม? คือถ้า 7 โมงที่ญี่ปุ่น มันก็ตี 5 บ้านเรา ถ้าเช้าขนาดนั้นคงไม่มีอารมณ์ทานแน่ เลยบอกเป็นสัก 8 โมงเช้าแล้วกันนะครับ

 

  • ใครจะรู้ว่าตื่นมา ก็ 8.30 แล้ว.. ในใจคิดว่า ช่างมันเถอะ เขาคงเอาวางไว้ในครัวนั่นแหล่ะ เลยเดินชิวๆไปอาบน้ำอย่างสบายใจ… พอเปิดประตูเข้าไปก็ตามคาด มีชุดอาหารวางรออยู่แล้ว แต่… สิ่งที่เกินคาดคือ มีอีกสองชุดวางอยู่ด้วย ซึ่งเป็นของคุณตาคุณยาย ที่รอทานข้าวเข้าพร้อมเรา ตอน 9 โมง!!! โอ้โห มาถึงตอนนี้ทั้งรู้สึกผิดทั้งประทับใจ จนไม่รู้จะพูดอะไรเลย และยิ่งไปกว่านั้น มื้อเช้าที่เตรียมไว้ก้มีความ Grand ไม่น้อยไปกว่าเมื่อคืนเลยสักนิด จนต้องมาถามตัวเองว่าคืนละ 400 ได้ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย เพราะแค่ไปทานนอกบ้าน 1 มื้อก็แพงกว่าค่าที่พักแล้วหล่ะ
  • กิจกรรมวันที่ 2 คุณยายก็เป็นผู้แนะนำให้อีกตามเคยว่าให้ไปปั่นจักรยาน ฟังดูเข้าท่าเลยเช่าจักรยานในราคา 1000 เยน ปั่นไปสะพาน Kurushima Kaikyo ในข้อมูลบอกว่าเส้นทางทั้งหมด 77 กิโลเมตร! ให้ตายเถอะยังไงก็ทำไม่ได้หรอก ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นละกัน แต่ขออวดหน่อยว่าอย่างน้อยก็ได้ตั้ง 33 กม.แหน่ะ

 

  • ก็ยังคงไม่หยุดทำให้ประทับใจ เมื่อกลับมาถึงที่พักคุณตาถามว่าไปไหนมา จึงเล่าให้ฟังว่าไปปั่นจักรยานบนสะพานมา คุณตาเลยบอกว่าปั่นบนสะพานก็ไม่เห็นสะพานนะสิ เลยขับรถพาผู้เขียนไปดูวิวที่มีสะพานเป็นองค์ประกอบชัดๆอีกรอบ (แอบคิดในใจว่าถ้ารู้แบบนี้ ไม่ลงแรงปั่นไปตั้ง 30 กม. หรอก แทบจะเป็นลม 555)

Processed with VSCO with a8 preset

  • ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ในส่วนของมื้อเย็นวันนี้คุณตาและคุณยายพาผู้เขียนไปทาน Okonimiyaki ที่ร้านอาหารนอกบ้าน เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจให้ไม่เว้นช่วงกันเลยทีเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจว่านี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ได้พักนี่แล้ว กลับมาถึงที่พักคุณยายก็ยังมีของหวานและผลไม้มาเสริฟปิดท้าย พร้อมช่วยหาข้อมูลการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

Processed with VSCO with a8 preset

 

  • ระหว่างนั้นก็ยังคงคุยกันไปอีกหลายเรื่องคุณยายบอกว่าที่มาทำแบบนี้ไม่ได้จะหวังเงินทองอะไรเลยสักนิดเดียว แต่ต้องการที่จะซัพพอร์ทนักเดินทาง เพราะเมื่อก่อนคุณตากับคุณยายเคยเดินเท้าแสวงบุญที่เรียกส่า Ohenro หรือการเดินด้วยเท้าเปล่า 1400 กิโลเมตรไปยังวัดต่างๆในเกาะ Shikoku 88 แห่ง แล้วทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้าน จึงคิดอยากส่งต่อความมีน้ำใจตรงนี้ให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆด้วย อีกประการคือเป็นการทำเพื่อหาเพื่อนคุย เพราะทั้งคู่ก็อยู่กันแค่ 2 คน พอมีแขกมาให้ดูแล ก็เหมือนเป็นการแก้เหงาไปในตัว อย่างว่า คนเหงาย่อมเข้าใจ คนเหงา แหะ 😊

 

BE KIND TO ONE ANOTHER

 

  • เช้าวันสุดท้ายก็ยังคงมีมื้อเช้าเตรียมไว้ให้อย่างเคย คุณตาเดินเข้ามาพร้อมยื่นแผ่นกระดาษใจความเขียนว่า เงินค่าที่พักทางคุณตาได้นำไปบริจาคให้กับองค์กรทางการแพทย์ คงเป็นเพราะคุณตาเองก็เป็นหมอด้วย และมอบใบเสร็จให้กับเราไว้เป็นหลักฐาน คือผู้เขียนอ้าปากค้างมาก นอกจากจะถูก ดี แล้วยังเหมือนกับได้ทำบุญอีกด้วย

IMG_2558

  • สุดท้ายแล้วเวลาแห่งการบอกลาก็มาถึง คุณยายนำขนมปัง ผลไม้ และขนมใส่ถุงพลาสติกให้ไปเป็นเสบียงสำหรับทานบนรถไฟ ส่วนคุณตาก็ขับรถมาส่งที่สถานี

 

  • ประโยคสุดท้ายที่คุณตาพูดคือ “Mata” “เจอกันคราวหน้านะ” ขอสารภาพว่ามาถึงตรงนี้นี่แทบจะน้ำตาท่วมกันเลยทีเดียว ทั้งความประทับใจหลายๆอย่าง ความผูกพันธ์ แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ผู้เขียนยกให้ Joyato Bred&Breakfast คือที่พักที่ดีที่สุด และไม่คิดว่าจะมีที่ไหนดีได้มากกว่านี้อีกแล้ว

 

ผู้อ่านคนไหนจะเดินทางไปที่เมือง Imabari แล้วอยากมีประสบการณ์ดีๆที่น่าประทับใจแบบผู้เขียน ก็เลือกที่นี่เป็นที่พักกันนะครับ แล้วฝากบอกคุณตากับคุณยายด้วยว่าผู้เขียนคิดถึง 😉 จาก ナッタパットさん

Processed with VSCO with a8 preset

อย่างที่คุณตาพูด “mata” จะต้องกลับไปเยียมคุณตาและคุณยายอีกครั้งให้ได้ ครั้งนี้สัญญาว่าจะไปทำต้มยำกุ้งให้ทานนะครับ 🙂

 

 

Travel

สักวันคงได้เจอ :)

img_1770

  • การเดินทางไปในที่ที่เราไม่เคยไป ไม่มั่นใจว่าจะต้องไปยังไงนอกจากจะตื่นเต้นแล้วยังเป็นอะไรที่ท้าทายความสามารถของเราอีกด้วย… หลายๆคนรวมทั้งตัวผู้เขียนเองชื่นชอบการเดินทางแบบ Spontaneous คือเราจะไม่กำหนดแผนการเดินทางแบบละเอียดๆว่าเราจะไปที่ไหน อะไร อย่างไร เพียงแต่กำหนดคร่าวๆว่าเราจะไปเมืองไหน มีสถานที่อะไรที่น่าสนใจบ้าง แล้วที่เหลือก็ปล่อยให้โชคชะตาเป็นตัวกำหนด…..

 

  • ในระหว่างการเดินทางผู้เขียนได้พบกับเพื่อนร่วมชะตากรรมการท่องเที่ยวหลายคน ตรงนี้จากประสบการณ์ต้องขอแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มีเวลาท่องเที่ยวแบบจำกัด เช่นตัวผู้เขียนเอง ทริปหนึ่งก็ไม่เคยเกิน สองสัปดาห์ สาเหตุไม่ต้องพูดถึง ก็ไม่มีเงินนั่นแหล่ะ 5555
    และคนอีกกลุ่มที่ท่องเที่ยวกันคราวละเป็นเดือน ไปจนถึงหนึ่งปีกันเลยทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นคนยุโรป เหมือนกับเป็นธรรมเนียมของเขาว่าครั้งหนึ่งในชีวิตพวกเขาจะต้องออกเดินทางรอบโลกให้ได้สักครั้งหนึ่ง… บางคนทุ่มทำงานเก็บเงินแล้วลาออก ขอย้ำว่าลาออกจากงานแล้วเอาเวลามาเที่ยว ที่หนักสุดคือขายบ้านกันเลยทีเดียว ส่วนเราคนเอเชียมีน้อยคนที่จะทำแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย

 

  • เรื่องที่อยากจะพูดถึงในวันนี้เป็นเรื่องบังเอิญที่เพิ่งเกิดขึ้นกับผู้เขียนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ไปที่เมือง Takamatsu จังหวัด Kagawa พักที่ Traditional House Akane มีโอกาสได้เจอกับหนุ่มฝรั่งเศสคนหนึ่งที่พักอยู่ที่ห้องเดียวกัน แต่ไม่ได้ถามชื่อเอาไว้หรือจริงๆอาจจะถามแต่ลืมไปแล้ว นายคนนี้ซื้อจักรยานหนึ่งคัน แล้วปั่นข้ามจังหวัดไปเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ Fukuoka (ผู้เขียนจำเส้นทางไม่ได้ว่าไปที่ไหนบ้าง แต่ก็ปั่นจนได้มาเจอกันที่ Kagawa) ตอนแรกที่ได้ฟังก็รู้สึกทึ่งและนับถือ ไม่คิดว่าจะมีคนทำแบบนี้ด้วย และเขายังเป็นคนที่อัธยาศัยดี คุยสนุก เลยรู้สึกถูกชะตา แต่ก็ไม่ได้แลก Contact อะไร เพราะได้เจอกันแค่คืนเดียวรุ่งขึ้นก็ทางใครทางมัน

 

  • จากวันนั้นเราก็แยกย้ายกัน ผู้เขียนไปต่อที่ จ.Ehime จ. Kyoto และมาปิดจ๊อบที่ Osaka คืนสุดท้ายหลังเดินช็อปปิ้งเสร็จก็กลับมาที่โรงแรม ด้วยความที่เป็นโรงแรมราคาถูก ห้องพักก็เล็กมากๆ เลยเลือกมานั่งเล่นในส่วน Common Room ซึ่งเป็นห้องนั่งเล่นสาธารณะ มีห้องครัว มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ ทันใดนั้นเมื่อเปิดประตู้เข้ามา… อ้าว พ่อหนุ่มฝรั่งเศสคนนั่นนี่ ทีเเรกผู้เขียนไม่ทันสังเกตุแต่ฮีทักเข้ามาก่อน Hey, nice to see you again! จึงอ๋ออออ นายคนนั่นนี่หน่า โอ้โห โลกมันจะกลมอะไรขนาดนี้ 🙂 ก็เลยมานั่งคุยด้วยกันอีกยาว ทราบว่าเขาจะปั่นจักรยานไปเกียวโต แล้วมุ่งหน้าไปโตเกียว เพื่อปีน Fuji San…

  • นี่แหล่ะคือเสน่ห์ของการเดินทาง การท่องเที่ยว ที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเกลียดและกลัวที่สุด คือการจากลา ทุกรูปแบบของความสัมพันธ์ ทุกครั้งที่เรารู้สึกดีกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่เจอระหว่างทาง หรือ เพื่อนในชีวิตเรา มันจะต้องมีจุดๆหนึ่งที่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องแยกกันไป ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ผู้เขียนจะทำใจยอมรับ แต่หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นมันทำให้คิดขึ้นมาว่า จากกันไป วันหนึ่งเราก็อาจจะหวนกลับมาเจอกันแบบนี้อีกก็ได้นะ เราก็แค่ใช้ชีวิตไปตามเดิมในแบบของเรา อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด โลกใบนี้กว้างใหญ่ แต่ก็ไม่กว้างเกินไปให้เรามาเจอกันอีก คนเรามาเจอกันผู้เขียนเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตมันมีเหตุผลของมัน เราเป็นคนพุทธจึงเชื่อว่าเป็นเหตุผลของกรรม

 

คิดถึงทุกคนที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน 🙂 รักนะ  😀