Travel

The Best Guest house in Japan “Joyato Bed&Breakfast”

 

  • นั่งรถไฟจาก Matsuyama มาที่เมือง Imabari ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ มาถึงสถานีก็เกือบบ่ายโมง คราวนี้เราจองห้องพักผ่าน Airbnb เลือกที่พักที่ถูกที่สุดในราคาประมาณคืนละ 400 บาท! จึงตกลงกับเพื่อนว่าเลือกที่นี่แหล่ะ ‘Joyato – Bed&Breakfast’ ที่นี่รับนักท่องเที่ยวได้สูงสุด 4 คน เจ้าของคือ Dr. Tsuneto (78)  และ คุณยาย  Akiko (74) Tokunaka  เดิมทีผู้เขียนตั้งใจจะไปกับเพื่อนเป็น 2 คน แต่ในท้ายที่สุดก็โดนทิ้งจึงเหลือตัวคนเดียว

 

  • ระหว่างทางก็คิดในใจว่าต้องเหงาแน่ๆเพราะที่เกสต์เฮาส์ก็คงจะมีแค่เราคนเดียว เมื่อมาที่สถานี Imabari เปิดแผนที่ดูแล้ว เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอย่างเดียวประมาณ 6-7 นาทีก็ถึง ถือว่าเป็นโลเกชั่นที่เข้าท่า

 

  • พอเดินมาถึงตอนแรกเริ่มไม่แน่ใจว่า Location นี่ถูกหรือเปล่าเพราะบ้านหลังนี้ดูใหญ่โตเกินไป จึงเลือกเดินไปที่บ้านหลังเล็กข้างๆ สรุปว่าไม่ใช่ จึงลองตัดใจมาที่บ้านหลังใหญ่นี้ดู ตาก็เหลือบไปเห็นป้าย Joyato เลยดีใจว่ามาถูกแล้ว

Processed with VSCO with a9 preset

  • สักพักก็มีคุณตาเดินมาเปิดประตูให้ พอเดินผ่านประตูหน้าบ้านเข้าไปคุณตาก็ยังชะเง้อมองออกไปหน้าบ้านหาแขกอีกคน เพราะกดจองไว้สำหรับสองที่ ถือเป็นการสะกิดแผลครั้งแรก ก่อนที่จะบอกไปว่าเพื่อนไม่มาแล้วเหลือเราคนเดียว

 

  • จากนั้นคุณยายก็เดินออกมาทักทายและพาเข้าไปในตัวบ้าน ก็เป็นการโดนสะกิดแผลอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะเข้ามาถึงก็เห็นมีฟูกปูอยู่ 2 อันข้างๆกัน ก่อนที่คุณยายจะมายกไปเก็บ 5555
  • ความประทับใจแรก : คือตกใจกับที่พักมาก ที่ตกใจคือไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะดูดีขนาดนี้ ที่พักใหญ่โต สะอาดสะอ้านไร้ที่ติ มีห้องนอนและมีห้องนั่งเล่นส่วนตัวอีกด้วย
  • หลังจากที่จัดแจงเก็บข้าวของเรียบร้อยคุณยายก็เข้ามาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง Imabari ให้ ว่ามีที่ไหนน่าสนใจบ้าง เพราะตัวผู้เขียนเองไม่รู้อะไรเลย ตั้งใจแค่จะมานอนเฉยๆ แต่ไหนๆแล้วก็เลยออกไปเดินเล่นสำรวจเมืองเสียหน่อย และคุณยายยังบอกอีกว่าเย็นนี้ให้กลับมาทานมื้อเย็นด้วยกันนะจ๊ะ…พอได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มเลยคิดว่าประหยัดไปได้ 1 มื้อ (ในส่วนของรายละเอียดสถานที่จะขอแยกไว้เล่าในหัวข้อต่อไป)

 

  • ประมาณ 6 โมงเย็นกลับมาถึงบ้าน เห็นคุณยายกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่จึงเดินไปอาบน้ำแช่ Ofuro เพราะล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน อาบเสร็จออกมาคุณตาก็เรียกให้มาทานข้าวเย็น

 

  • ความประทับใจที่สอง : คือมื้ออาหารมื้อนี้เป็นอะไรที่ Grand สุดๆ ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้มาทานอะไรแบบนี้ ยิ่งเมื่อเทียบกับราคาที่พักแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่างคือเป็นการทานข้าวกับครอบครัวของคุณตาคุณยายที่แวะมาเยี่ยม มีลูกสาว และหลานๆอีกสามคน กลายเป็นทานข้าวมื้อใหญ่ไปเลย

 

  • ระหว่างมื้ออาหารที่ดูจะเป็นที่น่าหนักใจสำหรับผู้เขียนเพราะส่วนตัวแล้วไม่ใช่คนทานเยอะ มื้อหนึ่งๆก็ทานแค่นิดเดียว แต่นี่มาเจออาหารรอบตัว ทั้งปลานึ่ง เทมปุระ ซูชิอีกนับ 10 ชิ้น ฯลฯ และคุณตายังส่งเบียร์มาให้อีกหนึ่งกระป๋อง
  • ก่อนจะทานข้าวทุกคนยกแก้วน้ำขึ้นมาชน Kanpai! Welcome NatapatSan!!! ถือเป็นความประทับใจที่สาม

 

  • ด้วยความกลัวว่าถ้าทานไม่หมดคงจะเป็นการเสียมารยาทแน่ๆ จึงตั้งหน้าตั้งตาทานๆๆๆๆๆ เข้าไปจนเกือบหมด (แต่ก็ไม่หมด) ระหว่างทานทุกคนก็ชวนคุยเกี่ยวกับประเทศไทย โดยเฉพาะต้มยำกุ้ง! 555 ซึ่งเป็นที่โปรดปรานมาก พอทานเสร็จคุณตาก็ชวนคุยเรื่องฟุตบอล และเดินไปหยิบชุดทีมชาติไทยขึ้นมาใส่โชว์ และถ่ายรูปคู่กับผู้เขียนเป็นที่ระลึก และนอกจากนี้พวกเราทั้ง 7 คนก็ยังถ่ายรูปร่วมกันอีกด้วย ประหนึ่งเป็นรูปครอบครัว แลดูทุกคนให้ความสำคัญกับผู้เขียนเป็นอย่างมาก อันเป็นความประทับใจที่สี่

 

  • พวกเราใช้เวลาสนทนากันร่วมสองชั่วโมงบนโต๊ะอาหาร ทั้งคุณตา คุณยายและลูกสาว ต่างซักถามข้อมูลพูดคุยและเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายๆเรื่องจนทำให้ความรู้สึกเหงาของผู้เขียนได้จางหายไป สิ่งที่โชคดีคือ ผู้เขียนพอมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้างใน ระดับ ม.ปลาย เลยทำให้สื่อสารกันได้พอเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็นับว่าคุยกันสนุกทีเดียวแหล่ะ คุณยายนำแผนที่มากางแล้วให้ชี้ว่าเรามาจากจังหวัดไหน มีอะไรเที่ยวบ้าง

 

  • ก่อนแยกย้ายเข้านอนคุณยายถามว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาทานอาหารเช้าตอนกี่โมง 7 ไหม? คือถ้า 7 โมงที่ญี่ปุ่น มันก็ตี 5 บ้านเรา ถ้าเช้าขนาดนั้นคงไม่มีอารมณ์ทานแน่ เลยบอกเป็นสัก 8 โมงเช้าแล้วกันนะครับ

 

  • ใครจะรู้ว่าตื่นมา ก็ 8.30 แล้ว.. ในใจคิดว่า ช่างมันเถอะ เขาคงเอาวางไว้ในครัวนั่นแหล่ะ เลยเดินชิวๆไปอาบน้ำอย่างสบายใจ… พอเปิดประตูเข้าไปก็ตามคาด มีชุดอาหารวางรออยู่แล้ว แต่… สิ่งที่เกินคาดคือ มีอีกสองชุดวางอยู่ด้วย ซึ่งเป็นของคุณตาคุณยาย ที่รอทานข้าวเข้าพร้อมเรา ตอน 9 โมง!!! โอ้โห มาถึงตอนนี้ทั้งรู้สึกผิดทั้งประทับใจ จนไม่รู้จะพูดอะไรเลย และยิ่งไปกว่านั้น มื้อเช้าที่เตรียมไว้ก้มีความ Grand ไม่น้อยไปกว่าเมื่อคืนเลยสักนิด จนต้องมาถามตัวเองว่าคืนละ 400 ได้ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย เพราะแค่ไปทานนอกบ้าน 1 มื้อก็แพงกว่าค่าที่พักแล้วหล่ะ
  • กิจกรรมวันที่ 2 คุณยายก็เป็นผู้แนะนำให้อีกตามเคยว่าให้ไปปั่นจักรยาน ฟังดูเข้าท่าเลยเช่าจักรยานในราคา 1000 เยน ปั่นไปสะพาน Kurushima Kaikyo ในข้อมูลบอกว่าเส้นทางทั้งหมด 77 กิโลเมตร! ให้ตายเถอะยังไงก็ทำไม่ได้หรอก ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นละกัน แต่ขออวดหน่อยว่าอย่างน้อยก็ได้ตั้ง 33 กม.แหน่ะ

 

  • ก็ยังคงไม่หยุดทำให้ประทับใจ เมื่อกลับมาถึงที่พักคุณตาถามว่าไปไหนมา จึงเล่าให้ฟังว่าไปปั่นจักรยานบนสะพานมา คุณตาเลยบอกว่าปั่นบนสะพานก็ไม่เห็นสะพานนะสิ เลยขับรถพาผู้เขียนไปดูวิวที่มีสะพานเป็นองค์ประกอบชัดๆอีกรอบ (แอบคิดในใจว่าถ้ารู้แบบนี้ ไม่ลงแรงปั่นไปตั้ง 30 กม. หรอก แทบจะเป็นลม 555)

Processed with VSCO with a8 preset

  • ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ในส่วนของมื้อเย็นวันนี้คุณตาและคุณยายพาผู้เขียนไปทาน Okonimiyaki ที่ร้านอาหารนอกบ้าน เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจให้ไม่เว้นช่วงกันเลยทีเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจว่านี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ได้พักนี่แล้ว กลับมาถึงที่พักคุณยายก็ยังมีของหวานและผลไม้มาเสริฟปิดท้าย พร้อมช่วยหาข้อมูลการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

Processed with VSCO with a8 preset

 

  • ระหว่างนั้นก็ยังคงคุยกันไปอีกหลายเรื่องคุณยายบอกว่าที่มาทำแบบนี้ไม่ได้จะหวังเงินทองอะไรเลยสักนิดเดียว แต่ต้องการที่จะซัพพอร์ทนักเดินทาง เพราะเมื่อก่อนคุณตากับคุณยายเคยเดินเท้าแสวงบุญที่เรียกส่า Ohenro หรือการเดินด้วยเท้าเปล่า 1400 กิโลเมตรไปยังวัดต่างๆในเกาะ Shikoku 88 แห่ง แล้วทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้าน จึงคิดอยากส่งต่อความมีน้ำใจตรงนี้ให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆด้วย อีกประการคือเป็นการทำเพื่อหาเพื่อนคุย เพราะทั้งคู่ก็อยู่กันแค่ 2 คน พอมีแขกมาให้ดูแล ก็เหมือนเป็นการแก้เหงาไปในตัว อย่างว่า คนเหงาย่อมเข้าใจ คนเหงา แหะ 😊

 

BE KIND TO ONE ANOTHER

 

  • เช้าวันสุดท้ายก็ยังคงมีมื้อเช้าเตรียมไว้ให้อย่างเคย คุณตาเดินเข้ามาพร้อมยื่นแผ่นกระดาษใจความเขียนว่า เงินค่าที่พักทางคุณตาได้นำไปบริจาคให้กับองค์กรทางการแพทย์ คงเป็นเพราะคุณตาเองก็เป็นหมอด้วย และมอบใบเสร็จให้กับเราไว้เป็นหลักฐาน คือผู้เขียนอ้าปากค้างมาก นอกจากจะถูก ดี แล้วยังเหมือนกับได้ทำบุญอีกด้วย

IMG_2558

  • สุดท้ายแล้วเวลาแห่งการบอกลาก็มาถึง คุณยายนำขนมปัง ผลไม้ และขนมใส่ถุงพลาสติกให้ไปเป็นเสบียงสำหรับทานบนรถไฟ ส่วนคุณตาก็ขับรถมาส่งที่สถานี

 

  • ประโยคสุดท้ายที่คุณตาพูดคือ “Mata” “เจอกันคราวหน้านะ” ขอสารภาพว่ามาถึงตรงนี้นี่แทบจะน้ำตาท่วมกันเลยทีเดียว ทั้งความประทับใจหลายๆอย่าง ความผูกพันธ์ แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ผู้เขียนยกให้ Joyato Bred&Breakfast คือที่พักที่ดีที่สุด และไม่คิดว่าจะมีที่ไหนดีได้มากกว่านี้อีกแล้ว

 

ผู้อ่านคนไหนจะเดินทางไปที่เมือง Imabari แล้วอยากมีประสบการณ์ดีๆที่น่าประทับใจแบบผู้เขียน ก็เลือกที่นี่เป็นที่พักกันนะครับ แล้วฝากบอกคุณตากับคุณยายด้วยว่าผู้เขียนคิดถึง 😉 จาก ナッタパットさん

Processed with VSCO with a8 preset

อย่างที่คุณตาพูด “mata” จะต้องกลับไปเยียมคุณตาและคุณยายอีกครั้งให้ได้ ครั้งนี้สัญญาว่าจะไปทำต้มยำกุ้งให้ทานนะครับ 🙂

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s